
“ดร.อนุสรณ์” ส่องกล้องมาตรการเศรษฐกิจเร่งด่วน 100 วันแรกของ “รัฐบาลใหม่” ต้องเชื่อมโยงกับการปรับโครงสร้างและปฏิรูปเศรษฐกิจถึงทำให้ จีดีพีโตกว่า 4% ได้ในระยะยาว ฟื้นฟู SME สร้างแต้มต่อให้ SME คูปองและสินเชื่อเพื่อยกระดับ SME ไทย แพลตฟอร์ม E-Commerce สินค้าไทยบุกตลาดอาเซียน ต่อยอดธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาชน และ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลประชาชน เราเชื่อว่าประเทศไทยต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ ต้องปฏิรูประบบราชการสู่รัฐบาลเพื่อประชาชน ไม่ใช่แค่นโยบายเศรษฐกิจรายประเด็น พรรคประชาชนมีโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ให้กับประชาชน มียุทธศาสตร์ให้ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ เฟ้นหาธุรกิจอุตสาหกรรมเพื่อเป็นแหล่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ใหม่ ในช่วงระยะสั้น 100 วันแรก เติมเงินเข้าระบบเพื่อให้เกิดกำลังซื้อในภาคการบริโภค เติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาท 12 ล้านคน พร้อมออกหวยใบเสร็จกระตุ้นยอดขาย SMEs เติมคนละครึ่ง ส่งเสริมให้ซื้อสินค้า Made in Thailand สินเชื่อสนับสนุนทุนขนาดเล็กขนาดย่อม 260,000 ล้านบาท ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปรับกระบวนทัศน์ความมั่นคงใหม่ ปราบปรามทุนเทา นอมินี บัญชีม้า สินค้าผิดกฎหมาย ไม่ได้มาตรฐานด้วยระบบข้อมูล Data Bureau
มาตรการเศรษฐกิจเร่งด่วน 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ต้องเชื่อมโยงกับการปรับโครงสร้างและปฏิรูปเศรษฐกิจถึงทำให้ จีดีพีโตกว่า 4% ได้ในระยะยาว นโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่จะต้องทำภายใน 100 วันแรก คือ การหยุดยั้งภาวะเงินฝืด ลดความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพิ่มกำลังซื้อและอุปสงค์มวลรวมภายในประเทศ เร่งรัดการใช้จ่ายงบลงทุน เดินหน้าโครงการภาครัฐประสานให้มีการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม ตั้งเป้าให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 3% เป็นอย่างน้อยในปีนี้ พร้อมอัดฉีดมาตรการทางการคลัง และมาตรการเงินอย่างเต็มที่ ส่งเสริมการลงทุนเอกชน ทลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ เพิ่มรายได้จากภาคส่งออกและการท่องเที่ยว และทำให้รายได้มีการกระจายตัวมากขึ้น
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลพรรคประชาชนจะฟื้นฟู SME สร้างแต้มต่อให้ SME คูปองและสินเชื่อเพื่อยกระดับ SME ไทย
1. คูปองยกระดับ SME จากการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยรัฐจะคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ SME ไม่เกิน 50,000 บาทต่อรายในรูปแบบคูปองคนละครึ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปเลือกใช้ตามความจำเป็นของธุรกิจใน 4 หมวดสำคัญ ได้แก่ 1. ลดค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เช่น ค่าเช่า ค่าจัดทำบัญชี 2. เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของธุรกิจ 3. พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการ 4. สนับสนุนการค้นหาตลาดและขยายส่งออก
2. นโยบายให้ผู้ประกอบการ SME ไทยสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อย่างสะดวก เป็นธรรม และสะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของ SME ผ่านการยกระดับกลไกค้ำประกัน ปรับปรุงระบบเครดิตการค้าให้ SMEs มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น
2.1 การเพิ่มอัตราค้ำประกันสินเชื่อสำหรับกิจการขนาดเล็ก โดยปรับอัตราค้ำประกันของ โครงการค้ำประกันของ บสย จาก 15% เป็น 30% สำหรับ SME ขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้สถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพแต่อาจขาดหลักประกันที่เหมาะสม
2.2 การพัฒนา Credit Score รูปแบบใหม่สำหรับ SMEs ทำให้ บสย สามารถค้ำประกันได้ตามระดับความเสี่ยงที่แท้จริงและสถาบันการเงินกล้าปล่อยกู้มากขึ้น
2.3 การเสริมสภาพคล่องผ่านระบบเครดิตการค้าและ Digital Factoring โดยทยอยกำหนดให้ธุรกิจขนาดใหญ่ใช้ระบบ e-Tax Invoice
รัฐบาลจะอนุมัติงบเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มศักยภาพการค้ำประกันของ บสย โดยกำหนดอัตราค้ำประกันตามระดับความเสี่ยงของ SME อย่างชัดเจน ปรับปรุงกฎหมาย บสย เพื่อให้สามารถเข้าถึงและประมวลผลข้อมูลได้ดีขึ้น
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลประชาชนจะผลักดัน แพลตฟอร์ม E-Commerce สินค้าไทยบุกตลาดอาเซียน ผู้บริโภคชาวไทยซื้อของผ่านแพลตฟอร์มมากขึ้นผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ แพลตฟอร์มไทยมีส่วนแบ่งไม่ใหญ่มากเมื่อเหลือคู่แข่งน้อย แพลตฟอร์มต่างชาติก็ขึ้นค่าธรรมเนียม และเป็นช่องทางให้สินค้าราคาถูก ดัมพ์ราคาจากจีนทะลักเข้ามาจนผู้ผลิตไทยแข่งขันไม่ได้ พรรคประชาชนเสนอให้มีการสร้างเครือข่ายการค้าไทยแบบเปิด (Open Commerce Network) เปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติมากเกินไป ขณะเดียวกัน พลิกบทบาทแพลตฟอร์มต่างชาติ จากประตูที่เปิดให้สินค้าต่างชาติเข้ามารุกสินค้าไทย สู่โอกาสในการส่งออกสินค้าไทยคุณภาพสู่ประเทศต่างๆทั่วโลกและอาเซียน
“การจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น การเติบโตเต็มศักยภาพต้อง ลงทุนเมกะโปรเจ็กต์พัฒนาทักษะแรงงาน สร้างงานที่มีคุณภาพ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ พลิกฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน พัฒนาเทคโนโลยีที่คนไทยเป็นเจ้าของ ฟื้นฟูการท่องเที่ยว ยุทธศาสตร์เชิงรุกปลุกภาคส่งออกไทย สร้างโมเดลเศรษฐกิจใหม่ให้แข่งขันกับโลกได้ เพิ่มรายได้ ลดหนี้สิน กระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภคภายในให้เข้มแข็ง ฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค เสริมสร้างความมั่นคงในงานและความเชื่อมั่นต่ออนาคต”
ทั้งนี้ การทำได้เช่นนี้เศรษฐกิจจะโตเต็มศักยภาพและเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การวิจัยและนวัตกรรม อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอาจสามารถเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 5-6% ได้ พรรคประชาชนมีแนวทางในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยอยู่แล้ว โดยมุ่งไปยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วประเทศ 7 เมกะโปรเจ็กต์ 6.27 แสนล้านบาท เป็นการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อให้ศักยภาพในการเติบโตสูงขึ้น แข่งขันได้ดีขึ้น ครอบคลุม การขนส่งสาธารณะ 37,000 ล้าน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 192,000 ล้านบาท โรงเรียน 50,000 ล้านบาท โรงพยาบาล 30,000 ล้านบาท การจัดการขยะ 183,000 ล้านบาท จัดการน้ำเสีย 60,000 ล้านบาท น้ำประปาดื่มได้ 75,000 ล้านบาท
ส่วนในระยะยาว รัฐบาลสมัยแรก 4 ปี จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เติมโอกาสแข่งขันกับโลก 350,000 ล้าน 3 แสนล้านสร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ 2 แสนล้านสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ 1 แสนล้านสร้าง smart grid 5 หมื่นล้านสร้าง digital government นอกจากนี้จะยังมีการลงทุนต่อยอดงบประมาณกลาโหม 150,000 ล้านบาท ตลอด 4 ปี ให้เกิดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ลงทุนต่อยอดงบลงทุน Smart Grid 100,000 ล้านบาท ตลอด 4 ปี ให้เกิดอุตสาหกรรม Smart Grid ลงทุนต่อยอดงบประมาณสาธารณสุข 50,000 ล้านบาท ตลอด 4 ปี ให้เป็น กิจการบริการทางด้านสาธารณสุขและอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ เดินหน้าลงทุนทางด้าน Smart City และ Digital Government 50,000 ล้านบาทตลอด 4 ปี ให้เกิดอุตสาหกรรม Semiconductor และ AI โดยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมเหล่านี้รวมทั้ง Data Center สร้างฐานธุรกิจอุตสาหกรรมจากเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ตอบโจทย์แนวโน้มของโลกที่ต้องช่วยกันลดปัญหาภาวะโลกร้อนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


