
“อินโนพาวเวอร์” เหลียวหลังแลหน้าเทคโนโลยีพลังงานสีเขียว ชี้แนวโน้มราคาลดลงต่อเนื่องหนุนผู้ประกอบการลดต้นทุนการผลิตสินค้า ลดคาร์บอนสามารถแข่งขันการส่งออกได้ เผยแผนงานปี 2569 เล็งยอดยอดลดคาร์บอนกับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวอย่างเห็นได้ชัด โดยจะเห็นว่าแผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และแบตเตอร์รี่กักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ที่มาจากประเทศจีนมีราคาต่ำสุดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้เกิดการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์กับแบตเตอร์รี่กักเก็บพลังงานมากขึ้น ทำให้ประเทศจีนกลายเป็นผู้นำผู้ผลิตและติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงมีการเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ๆ อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ด้วย
ส่วนอังกฤษก็มีการติตตั้งพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับแบตเตอร์รี่กักเก็บพลังงานมากขึ้นกว่าความต้องการ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านการผลิตไฟฟ้าที่เคยใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลมาเป็นพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่นเดียวกับญี่ปุ่นก็หันมาใช้พลังงานสะอาดหลังจากแนวโน้มมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้มีแผนนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ามาบรรจุไว้ในแผนการผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่
“ตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมา และต่อเนื่องมาถึงปี 2569 ทิศทางการใช้พลังงานของโลกเติบโตขึ้นจาก 3 ปัจจัย นั่นคือ การลงทุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีการใช้ใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก การเปลี่ยนรถยนต์สันดาปมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี ที่ผลิตมาจากประเทศจีนมากขึ้น และการเกิดภาวะโลกร้อนซึ่งประเทศไทยติดอันดับ 10 ของโลกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทำให้ต้องใช้ไฟฟ้ามาทำความเย็นเพิ่มมากขึ้น” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อินโนพาวเวอร์ กล่าวและว่า
“ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่มาก แต่มี 2 เซกเตอร์ที่มีเติบโตอย่างเห็นได้ชัดนั่นคือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมที่เป็นกรีน ธุรกิจที่เป็น AI นั่นหมายความว่า มีภาคธุรกิจได้หันไปให้ความสนใจการลงทุนด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”
นายอธิป กล่าวว่า ส่วนปี 2569 จากข้อมูลของ Goldman Sachs ได้คาดการณ์ว่า ทิศทางเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวอย่างแบตเตอร์รี่กักเก็บพลังงานราคาจะมีการปรับลดลงมาถึง 80 เหรียญสหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งจะส่งผลดีทำให้เกิดการจูงใจติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ควบคู่กับแบตเตอร์รี่กักเก็บพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 100% เพื่อช่วยให้มีไฟฟ้าใช้ในเวลากลางคืน และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย ซึ่งต้นทุนที่ลดลงทำให้มองว่า จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวในประเทศไทยมีความคุ้มค่าในทันที เพื่อช่วยในการลดต้นทุนการผลิตสินค้า ลดคาร์บอนทำให้สามารถแข่งขันในการส่งออกสินค้าได้
ก่อนหน้านี้ถ้าผู้ประกอบการต้องการทำให้ธุรกิจเป็นกรีนตั้งแต่วันแรก และมีการลงทุน 100% ผลที่ได้รับอาจจะไม่คุ้มทุนเพราะมีการลงทุนเยอะเกินไป แต่ข้อมูลเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าการลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวสามารถสร้างผลประกอบการมีกำไรทันที
ทั้งนี้ เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจกรีนเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนมีสัดส่วนกว่า 55% ผู้ประกอบการธุรกิจสามารถเลือกลงทุนได้ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ทันที
ส่วนอีกประมาณ 20% เป็นเทคโนโลยีที่ผู้ประกอบการอาจต้องเพิ่มเงินลงทุนขึ้นมาอีกเล็กน้อย เพราะยังเป็นเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง แต่ก็มีแนวโน้มที่ราคาจะลดลงต่อเนื่องใกล้จะถึงจุดคุ้มทุนแล้ว และอีกประมาณ 20% ยังเป็นเทคโนโลยีที่ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งอาจจะต้องรอเวลาอีกสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ต้นทุนลดลง
“ในปี 2569 เศรษฐกิจประเทศไทยอาจจะไม่ดีมาก ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนพลังงานสีเขียว สิ่งที่อยากฝากขอให้รู้จุดแข็งของตัวเอง และเข้าใจเทคโนโลยีจะทำให้สามารถแข่งขันได้ดีขึ้นถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะเลือกโซลูชั่นพลังงานสีเขียวเข้าไปช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งได้”
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของอินโนเพาเวอร์ในปี 2569 นายอธิป กล่าวว่า หลังจากอินโนพาวเวอร์ ได้เข้าไปช่วยผู้ประกอบการรายย่อยลดคาร์บอนแล้ว ต่อไปเตรียมเปิดให้ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมลงทุนสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และขยายความร่วมมือการลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งล่าสุดได้นำร่องร่วมมือกับ อบจ.กาญจนบุรี ให้บริการรถโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า (EV BUS) จำนวน 12 คันแล้ว


