
ในยุคที่เทคโนโลยี AI และดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้พลังงานทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความจำเป็นของระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพ ยืดหยุ่น และพร้อมรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในโครงสร้างพลังงานยุคใหม่
BESS ตลาดที่เติบโตแข็งแกร่ง กับบทบาทสำคัญภายใต้กลุ่มธุรกิจ Power+ ของบ้านปู
ตลาด BESS ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เติบโตขึ้นร้อยละ 36 จากปีก่อนหน้า สะท้อนบทบาทของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนรวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มพัฒนาโครงการ BESS ตั้งแต่ปี 2564 โดยเริ่มจากการลงทุนในประเทศญี่ปุ่น ก่อนทยอยขยายการลงทุนไปยังประเทศจีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการ BESS จำนวน 8 โครงการ ครอบคลุมทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างพัฒนา กระจายใน 4 ประเทศหลัก รวมกำลังการผลิตมากกว่า 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง และมีทิศทางขยายการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนระบบพลังงานสะอาดที่พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวและตอบโจทย์เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การขยายการลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Energy Symphonics ภายใต้กลุ่มธุรกิจ Power+ ซึ่งมุ่งดำเนินธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ในลักษณะแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ครอบคลุมห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าครบวงจร ผสานการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน และพลังงานหมุนเวียน เข้ากับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของลูกค้ากลุ่มธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) และธุรกิจกับภาครัฐ (B2G) และดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ

ขยายพอร์ตโฟลิโอ BESS ครอบคลุม 3 ตลาดในเอเชียแปซิฟิก
บ้านปูมุ่งขยายธุรกิจ BESS ในตลาดที่เอื้ออำนวย ทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ตลาดไฟฟ้าที่เปิดเสรี และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ โดยในจีน บริษัทฯ มีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ที่ติดตั้ง BESS เพื่อบริหารการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีความผันผวนตามช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่มีการผลิตไฟฟ้าสูงในเวลากลางวัน BESS จึงเข้ามาช่วยปรับสมดุลระหว่างปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้กับความต้องการใช้ไฟฟ้า คาดว่าโครงการ Jinhu Qianfeng จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569 ส่วนในออสเตรเลีย โครงการ Wooreen และ โครงการ Kerang อยู่ระหว่างพัฒนา คาดว่าจะเปิดดำเนินการครึ่งหลังของปี 2570 ขณะที่ในญี่ปุ่น บ้านปูก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้เล่นรายหลักระดับสาธารณูปโภค (Utility-Scale) ด้วยโครงการ Iwate Tono ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว และโครงการ Aizu โครงการ Tsuno รวมถึง โครงการ Kamigumi-Tokyo ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2571 โดยโครงการ Kamigumi-Tokyo ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกรุงโตเกียว (Tokyo Metropolitan Government) โครงการทั้งหมดดำเนินงานในรูปแบบตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market) และสร้างรายได้จากการซื้อขายพลังงาน (Energy Arbitrage) การให้บริการในตลาดสมดุลพลังงาน (Balancing Market) และตลาดกำลังการผลิต (Capacity Market) พร้อมใช้ระบบบริหารจัดการพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน



