Friday, 26 June 2026 - 7:05 am
spot_img
Friday, 26 June 2026 - 07:05
spot_img

กทพ. ระดมเทคโนโลยี 4 ชาติสร้างอุโมงค์ระดับโลกใหญ่สุดในไทย ปักหมุดทางด่วนกะทู้-ป่าตอง มุ่งเน้นความปลอดภัยสูงสุด ชง ครม.อนุมัติปีนี้ สร้างเสร็จปี 74

กทพ. ระดมเทคโนโลยีอุโมงค์ระดับโลก 4 ชาติ นำร่องโครงการทางด่วนกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต เสริมศักยภาพการก่อสร้างอุโมงค์ใหญ่สุดในไทยของ กทพ. คาดชง ครม. อนุมัติในปี 69 เริ่มสร้างปี 70 ส่วนเฟส 2 เมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ ชง ครม. ปี 70 เล็งเปิดใช้งานทั้ง 2 ส่วนในปี 74

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดงานสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 15 เรื่อง “Tunnel Construction and Maintenance Technology” ซึ่ง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้  และเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอุโมงค์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากร โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการการทางพิเศษฯ เข้าร่วม ณ หอประชุม 0101 อาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)

โดยพิพัฒน์ ได้กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างการคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยโครงการ ทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง ถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงคมนาคม ที่จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งจะมีการก่อสร้างอุโมงค์ทางด่วนลอดผ่านภูเขาในพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลกจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีวิศวกรรมที่ทันสมัย การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการบำรุงรักษาตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนน้อยที่สุด ที่สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในด้านความปลอดภัย การก่อสร้างจึงนับเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับการที่ กทพ. จัดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ครั้งนี้ เป็นการดำเนินการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย โดยแต่ละประเทศจะนำเสนอข้อมูลและให้คำแนะนำตามความเชี่ยวชาญของแต่ละประเทศ เช่น เยอรมนี เชี่ยวชาญด้านสตีลไฟเบอร์, ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เชี่ยวชาญในด้านความปลอดภัยและระบบถ่ายเทอากาศของอุโมงค์ ส่วนจีนเชี่ยวชาญในเรื่องการขุดเจาะอุโมงค์ลอดภูเขา ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพบุคลากรไทยด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างและบำรุงรักษาอุโมงค์ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษของประเทศให้มีความมันสมัย ปลอดภัย และสามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

สำหรับกรณีที่มีอุบัติเหตุในงานก่อสร้างอุโมงค์ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดคืออุโมงค์ดอยหลวง ในเส้นทางรถไฟเด่นชัย-เชียงราย ที่เกิดจากเหตุดินสไลด์ รวมถึงก่อนหน้านี้ที่เกิดเหตุที่อุโมงค์ของรถไฟ ไทย- จีน ก็เป็นสิ่งที่หน่วยงานต้องนำมาทบทวน และทำแผนป้องกันจุดเสี่ยงต่างๆ ในการก่อสร้างต่อไป ซึ่งการก่อสร้างอุโมงค์ทางด่วนภูเก็ต นี้ก็จะเป็นโครงการนำร่องที่สร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย และจะมีการใช้เทคโนโลยีการขุดเจาะอุโมงค์ ที่เป็นมาตรฐานปลอดภัยขั้นสูง มากำหนดในเงื่อนไขการก่อสร้างเสร็จเปิดใช้งาน สร้างความมั่นใจได้เช่นกัน

นายพิพัฒน์กล่าวอีกว่า ในกรณีที่ กทพ.ปรับลดขนาดอุโมงค์ทางด่วนกะทู้จาก 17 เมตร เหลือ 14 เมตร นั้นเพื่อให้มีความเหมาะสมในด้านการลงทุน และสอดคล้องกับราคาค่าวัสดุก่อสร้างที่ปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะไม่กระทบกับขนาดช่องจราจรและความปลอดภัย ทั้งนี้คาดว่าจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการได้ภายในปี 2569 และจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานทั้งส่วน 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง และส่วน 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ ในปี 2574

ด้านนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กล่าวว่า กทพ. จัดสัมมนาวิชาการต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 นับตั้งแต่ปี 2552 ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม   ด้านการก่อสร้าง การบำรุงรักษา และการบริหารจัดการทางพิเศษ โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Innovation for Better Drive and Better Life : องค์กรนวัตกรรมเพื่อการเดินทางและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

สำหรับการสัมมนาในปีนี้ กทพ. มุ่งเน้นเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างและบำรุงรักษาอุโมงค์ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการดำเนินโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของบุคลากรทั้งด้านการวางแผน การก่อสร้าง การตรวจสอบ และการบำรุงรักษาอุโมงค์ ตามมาตรฐานสากล ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญและองค์กรชั้นนำจากต่างประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศไทยในอนาคต รวมถึงว่า กทพ. จะนำเทคนิคต่างๆ มากำหนดไว้ใน TOR ของโครงการด้วย

ส่วนการปรับลดขนาดอุโมงค์จาก 17 เมตรเหลือ 14 เมตร เพื่อคงให้ค่าก่อสร้างงานโยธาอยู่ในกรอบวงเงินเดิม คือ 11,000 ล้านบาท โดยปรับลดในส่วนของขนาดไหล่ทาง ขณะที่ช่องจราจรยังเท่าเดิม และอุโมงค์ทางด่วนโครงการนี้จะเป็นการก่อสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการปรับลดค่าผ่านทางเพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชนตามนโยบายรัฐบาลด้วย โดยรถยนต์ 4 ล้อ จากเดิม 40 บาท ปรับเป็น 20 บาท ส่วนรถจักรยานยต์ปรับจาก 15 บาทเป็น 10 บาท ซึ่งทำให้ผลตอบแทนการลงทุนโครงการ (IRR) ลดลงจาก 4% เหลือ 2% แต่จะสามารถเพิ่มรายได้จากการพัฒนาที่พักริมทางเพื่อหารายชดเชยได้

ผู้ว่าการ กทพ. ได้กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการด้วยว่า โครงการทางด่วนกะทู้-ป่าตอง ผ่านการพิจารณาโดยบอร์ด กทพ. แล้ว คาดว่าจะเสนอไปยังกระทรวงคมนาคมได้ในเดือน ก.ค. 2569 และเสนอ ครม. เพื่ออนุมัติได้ในปีนี้ และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ปี 2570 แล้วเสร็จปี 2574 ส่วน โดยการเวนคืนใช้งบประมาณ 6,000 ล้านบาท จะดำเนินการเสร็จ 100% ในเดือน ก.ย. 2569 ขณะที่โครงการทางด่วนภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ ระยะทาง 30.62 กม. วงเงินลงทุน 46,752 ล้านบาท จะเสนอ ครม. ได้ในปี 2570 และจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2574 และเปิดใช้งานพร้อมกับโครงการระยะที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง

สำหรับเวทีงานสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 15 เรื่อง “Tunnel Construction and Maintenance Technology” นี้ มีหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจ ดังนี้

1.การบรรยายในหัวข้อ “Design and Construction Practice for Rock Tunneling in Thailand” โดยตัวแทนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำเสนอเกี่ยวกับการออกแบบและก่อสร้างอุโมงค์หินในไทย โดยใช้ระบบจำแนกชั้นหิน (Rock Mass Classification) เพื่อเลือกวิธีการขุดเจาะที่เหมาะสม เช่น NATM หรือ Drill & Blast ตามมาตรฐานงานรถไฟความเร็วสูง

2.การบรรยายในหัวข้อ “Urban Tunnel Construction and Practices” โดยตัวแทนจากบริษัท Metropolitant Expressway จำกัด ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอการใช้เทคโนโลยี Shield Tunneling ในพื้นที่เมืองที่มีความหนาแน่นสูง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการจราจรบนผิวดิน โดยเน้นวิธีการก่อสร้างแบบไร้ร่องขุด (Trenchless) ในพื้นที่ซับซ้อน

3.การบรรยายในหัวข้อ “Tunnel Safety and Disaster Prevention Measures” โดยตัวแทนจากบริษัท Hanshin Expressway จำกัด ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอมาตรการความปลอดภัยในอุโมงค์ ทั้งการออกแบบโครงสร้างเชิงป้องกัน และการติดตั้งอุปกรณ์ฉุกเฉินรวมถึงการใช้วัสดุทนไฟเพื่อลดความเสียหายหากเกิดอุบัติเหตุหรือเพลิงไหม้

4.การบรรยายในหัวข้อ “Use of Fibers in Modern Tunnel Construction” โดยตัวแทนจาก บริษัท Ductil จำกัด (เยอรมนี) นำเสนอ การใช้คอนกรีตเสริมเส้นใย (FRC) ในงานโครงสร้างอุโมงค์ยุคใหม่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความทนทานและควบคุมรอยแตกของผนังอุโมงค์ได้ดีกว่าเหล็กเสริมทั่วไป ทั้งยังช่วยลดเวลา ต้นทุน และการปล่อยก๊าซคาร์บอนในกระบวนการก่อสร้างอุโมงค์อย่างมีประสิทธิภาพ

5.การยรรยายหัวข้อ Maintenance of Road Tunnels & Smart Disaster Prevention System” โดยตัวแทนจาก บริษัท Korea Expressway Corporation จำกัด (สาธารณรัฐเกาหลี) นำเสนอการบำรุงรักษาอุโมงค์และการใช้ระบบป้องกันภัยอัจฉริยะจากเกาหลีใต้ เช่น ระบบตรวจจับอุบัติเหตุอัตโนมัติด้วย CCTV และเซนเซอร์ตรวจจับไฟไหม้แบบใยแก้วนำแสงเพื่อการแจ้งเตือนที่รวดเร็ว

6.การบรรยายในหัวข้อ “World’s Biggest Tunnel Project (TBM Technology) with Highest Efficiency and Safety Concept” โดยตัวแทนจาก China Civil Engineering Construction Corporation (สาธารณรัฐประชาชนจีน) นำเสนอเทคโนโลยี TBM ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับการขุดเจาะอุโมงค์ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง เพื่อรองรับปริมาณจราจรและการขยายตัวของเมืองในอนาคตได้อย่างคุ้มค่า

spot_img

LATEST NEWS