Wednesday, 12 August 2026 - 5:33 pm
spot_img
Wednesday, 12 August 2026 - 17:33
spot_img

รับมือวิกฤตแบตฯ EV ล้นเมืองปี 2572 กฟผ. จับมือ สวทช. ชู Battery Ecosystem พลิกซากแบตเตอรี่สู่ “เอ็นเนอร์ยี่สตอเรจสีเขียว” เสริมความมั่นคงพลังงานไทย

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยกำลังนำไปสู่ความท้าทายครั้งใหญ่ในอนาคต เมื่อคาดการณ์ว่าภายในปี 2572 หรืออีกไม่กี่ปีข้างหน้า ปริมาณขยะแบตเตอรี่หมดอายุ (End-of-Life: EoL) จะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากปราศจากระบบบริหารจัดการที่ดี ของเสียเหล่านี้อาจกลายเป็นภาระและอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงเดินหน้าพลิกเกมขับเคลื่อนนวัตกรรมการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เปลี่ยนซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้กลายเป็นระบบกักเก็บพลังงานและแบตเตอรี่สีเขียว เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. ได้นำคณะสื่อมวลชนศึกษาดูงานโครงการวิจัยการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อความยั่งยืน ณ ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. และโรงงานต้นแบบแยกแบล็คแมส ณ โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยชี้ว่า กฟผ. พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ของประเทศ ด้วยการส่งเสริมพลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์จากการเปลี่ยนผ่าน เช่น แบตเตอรี่ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และของเสียอื่นๆ เนื่องจากแบตเตอรี่จัดเป็นวัตถุอันตรายที่มีทั้งโลหะหนักและสารเคมี

กระบวนการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วของ กฟผ. เริ่มตั้งแต่การถอดประกอบออกจากรถ EV หรืออุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ การขนย้ายปฏิบัติตามกฎหมายโดยได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และใช้กล่องนิรภัย (Safety Box) ป้องกันอันตราย โดย กฟผ. ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนากล่อง Safety Box ขึ้นเองในต้นทุนประมาณ 2 แสนบาท จากเดิมที่ต้องนำเข้าในราคาประมาณ 5 แสนบาท จากนั้นจะนำแบตเตอรี่เข้าสู่การคัดกรองตามมาตรฐานสากล เช่น UN และ IEC ที่ศูนย์ PTEC สวทช. เพื่อตรวจสภาพภายนอกและประเมินค่าความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ (State of Health : SOH)

สำหรับการนำไปใช้งาน กฟผ. ได้แบ่งกระบวนการออกเป็น 2 แนวทางหลักตามระดับความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ ดังนี้
1.การนำกลับมาใช้ใหม่ (Battery Repurpose) หากแบตเตอรี่มีค่า SOH มากกว่า 70% จะถูกนำมาถอดประกอบเพื่อทำเป็นระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System : BESS) สำหรับระบบไฟฟ้า ขนาด 100 kWh และ 20 kWh โดย กฟผ. และ สวทช. ได้ร่วมกันพัฒนา Rack Control Unit (RCU) สำหรับเป็นศูนย์กลางควบคุมอุปกรณ์ และพัฒนา ระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System : BMS) ซึ่งเปรียบเสมือนสมองกลควบคุมการทำงานขึ้นมาเอง ทดแทนระบบเดิมที่ค่ายรถถอดออกไป ก่อนนำไปผ่านการทดสอบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล เช่น IEC 63330, IEC 63338 และ UL 1974 โดยมีแผนนำไปใช้งานจริงที่โรงไฟฟ้าวังน้อย, ศูนย์ กฟผ. ไทรน้อย และทำ Smart Campus ร่วมกับอาคารของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)

2.การรีไซเคิลและคืนกลับแร่สำคัญ (Battery Recycle & Recovery) หากแบตเตอรี่มีค่า SOH ต่ำกว่า 70% หรือชำรุด ไม่สามารถทำ BESS ได้ จะถูกส่งไปยังโรงงานต้นแบบ ณ โรงไฟฟ้าวังน้อย ซึ่ง กฟผ. ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พัฒนาขึ้นเพื่อนำแบตเตอรี่ไปบดแยกเป็นผงดำหรือ “แบล็คแมส” (Black Mass) และสกัดคืนกลับแร่โลหะมีค่าที่ประเทศไทยไม่สามารถผลิตเองได้ เพื่อนำไปพัฒนาเป็นเซลล์แบตเตอรี่สีเขียวใหม่อีกครั้ง ถือเป็นนวัตกรรม Circular Economy ที่สำคัญในการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ได้จริง

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ขยายผลความร่วมมือไปยัง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อศึกษาความพร้อมของพื้นที่ที่มีศักยภาพ รวมถึงพื้นที่ EEC ในการรองรับ “นิคมอุตสาหกรรม Circular” เพื่อบริหารจัดการแบตเตอรี่ EV แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศึกษาแนวทางนโยบาย กฎหมาย และมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการเร่งผลักดันระบบสืบย้อนกลับข้อมูลแบตเตอรี่ (Battery Passport) และการกำหนดความรับผิดชอบของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าตลอดวงจรชีวิต (Extended Producer Responsibility: EPR) เพื่อสร้างระบบควบคุมแบตเตอรี่ที่เป็นรูปธรรม

ดร.ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการจาก TDRI

ด้าน ดร.ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการจาก TDRI ระบุว่า ปัจจุบันมาตรฐาน มอก. แบตเตอรี่ในรถยนต์และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานของ สมอ. ยังคงเป็นมาตรฐานทั่วไปที่ไม่ได้บังคับ แม้กรมการขนส่งทางบกจะมีข้อบังคับทางอ้อมด้วยมาตรฐาน UNR สำหรับรถจดทะเบียนก็ตาม การเร่งกำหนดมาตรฐานและการออกกฎหมายจัดเก็บแบตเตอรี่หมดอายุอย่างเป็นระบบจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ซากแบตเตอรี่กลายเป็นอันตรายต่อประชาชน ในทางกลับกันหากรัฐบริหารจัดการได้ดี ขยะเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นแหล่งทรัพยากรทางเศรษฐกิจ มูลค่าสูง ผ่านการรีไซเคิลและการใช้ซ้ำ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการ PTEC สวทช.

ขณะที่ ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการ PTEC สวทช. เปิดเผยว่า ยอดจองรถ EV ในงานมอเตอร์โชว์ล่าสุดสูงถึง 30% ของยอดจองทั้งหมด คาดว่าไม่เกิน 3 ปี ปริมาณขยะแบตเตอรี่จะพุ่งขึ้นถึงจุดพีค ทางออกคือการแยกแบตเตอรี่คุณภาพดีมาทำระบบสำรองพลังงานก่อน ส่วนที่ใช้ไม่ได้จึงนำไปกำจัด โดย PTEC ได้รับงบประมาณสนับสนุนโครงการดัดแปลงแบตเตอรี่เป็นระบบกักเก็บพลังงาน เริ่มจากโมเดลต้นแบบขนาด 50 kW เพื่อนำไปทดลองใช้กับสถานีไฟฟ้าแรงสูงวังน้อย และมีแผนขยายสเกลเป็น 250 kW และ 500 kW ตามลำดับ ทั้งนี้ PTEC ยังได้รับมอบแบตเตอรี่ใช้แล้วจากบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) ซึ่งมีปริมาณมากพอที่จะนำมาต่อยอดเป็นระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ได้สูงสุดถึง 2 เมกะวัตต์ (MW) ในอนาคต

spot_img

LATEST NEWS