
สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดย นายนรินทร์ โอภามุรธาวงศ์ กรรมการ กกพ. กล่าวเปิดงานเสวนา Foresight AGE (AI, Geopolitics and Energy) ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “AI & Data Center” โดยสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องตะวันนา บอลรูม โรงแรมโวโค กรุงเทพฯ สุรวงศ์ พร้อมชี้ให้เห็นว่าการลงทุนของผู้ให้บริการคลาวด์และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้ทำให้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของซอฟต์แวร์หรือเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ศูนย์ข้อมูล บุคลากรทักษะสูง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันของหลายประเทศทั่วโลกในการดึงดูดการลงทุนและทรัพยากรสำคัญ เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคต

การพัฒนา AI และ Data Center ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะโครงการลงทุนรายโครงการ แต่เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความมั่นคงด้านพลังงาน การพัฒนาทุนมนุษย์ การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม และการดึงดูดอุตสาหกรรมมูลค่าสูงแห่งอนาคต ความสำเร็จจึงไม่ควรวัดจากจำนวนเมกะวัตต์หรือมูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องวัดจากความสามารถในการเปลี่ยนการลงทุนดังกล่าวให้กลายเป็นองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนของประเทศ และได้เสนอกรอบแนวคิด “National Interest Test” เพื่อใช้เป็นหลักในการพิจารณาโครงการสำคัญในอนาคต ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ Strategic Contribution การสร้างคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ, Credible Commitment ความชัดเจนและความยั่งยืนของพันธกรณีการลงทุน และ National Benefit ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดขึ้นกับประเทศในระยะยาว โดยเน้นย้ำว่า ประเทศที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระแส AI ในครั้งนี้ อาจไม่ใช่ประเทศที่สามารถดึงดูดการลงทุนหรือสร้าง Data Center ได้มากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถเปลี่ยนการลงทุนในวันนี้ให้เป็นศักยภาพ โอกาส และความมั่นคงสำหรับคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ด้านดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. ให้ความสำคัญกับการเตรียมระบบพลังงานและการกำกับดูแลให้พร้อมรองรับเศรษฐกิจยุค AI เนื่องจาก Data Center เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องการไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการระดับโลกมีเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดและ Net Zero ที่ชัดเจน จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ต้นทุนพลังงานที่แข่งขันได้และเป็นธรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงาน สะอาด
“กกพ. มองว่า โจทย์ของ AI และ Data Center ไม่ได้อยู่เพียงว่าเราจะดึงดูดเงินลงทุนได้มากเพียงใด แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ประเทศและประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไร ใครควรรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้น และจะออกแบบกติกาอย่างไรให้การลงทุนเดินไปพร้อมกับความมั่นคงด้านพลังงานและความเป็นธรรม โดยผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่ไม่เหมาะสม กกพ. จึงมุ่งให้การกำกับดูแลสามารถสนับสนุนการลงทุนภายใต้กติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และรับผิดชอบ พร้อมเตรียมกลไกที่เกี่ยวข้อง อาทิ Direct PPA, Green Tariff ค่าใช้โครงข่าย การเชื่อมต่อระบบ บริการเสริมความมั่นคง และการคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้า” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

การสัมมนาครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้แทนองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ อาทิ Google, Huawei, Accenture, Arup, DDSP, Siametrics, Asian Development Bank (ADB), Bain & Company, Inc. และ Boston Consulting Group (BCG) รวมถึง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน AI ความต้องการพลังงานของ Data Center การสร้างมูลค่าและโอกาสการลงทุน ตลอดจนการเตรียมระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาด และกลไกกำกับดูแล เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวในตอนท้ายว่า สำนักงาน กกพ. จะนำข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากเวทีไปประกอบการศึกษาและพัฒนาแนวทางการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อให้ Digital Infrastructure และ Energy Infrastructure พัฒนาไปพร้อมกัน และทำให้การลงทุน AI และ Data Center ไม่เพียงสร้างเม็ดเงินลงทุน แต่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาทักษะ นวัตกรรม ผู้ประกอบการ ความสามารถในการแข่งขัน และประโยชน์ต่อประชาชน โดยมุ่งให้ระบบพลังงานไทยรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่าง มั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืน ในระยะยาว


